7 แลนด์มาร์คเมืองสำหรับคู่รัก

7 แลนด์มาร์คเมืองสำหรับคู่รัก
“Love is the food of life, travel is dessert.”
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ความรักเปรียบเสมียนอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิต และการเดินทางก็เปรียบเหมือนของหวาน
หากความรักเปรียบเหมือนอาหารอย่างที่ดังเช่นที่ข้อความข้างต้นกล่าวถึงแล้ว หลังอาหารมื้อหลักก็อดไม่ได้ที่จะทานของหวานตบท้ายเพื่อให้อาหารมื้อนั้นสมบูรณ์ เช่นกันกับการเดินกับคนรัก ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมทำให้เราได้สร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน จึงขอนำเสนอ 7 แลนด์มาร์ค เมืองที่คู่รักไม่ควรพลาด
1. ควิเบก, แคนาดา
หากใครเคยดูซีรีส์เรื่อง Goblin อาจจะเคยได้ยินชื่อของเมืองนี้ ‘ควิเบก’ เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาอีกทั้งยังถูกขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ศูนย์กลางของวัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในเมืองควิเบก ได้แก่ จัตุรัสปลาส รอยาล โบสถ์นอทร์-ดาม เด วิกตัวร์ ซึ่งถัดจากโบสถ์ คือพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงศิลปวัตุโบราญอายุกว่า 5 พันปี อีกทั้งธรรมชาติที่สวยงามริมแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่ออกมาพักผ่อนริมแม่น้ำอีกด้วย

2. โรม, อิตาลี
เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรม อารธรรมโบราญของอาณาจักโรมัน ที่เคยรุ่งเรืองมามากกว่า 2 พันปี คือกรุงโรมนี่เอง ไม่ว่าจะเป็นจัตุรัสนาโนวา มหาวิหารแพนธีออนที่ถูกสร้างขึ้น 27 ปีก่อนคริสตกาล น้ำพุเทรวี่ โคลอสเซียม และมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ อีกหนึ่งความสำคัญของกรุงโรมคือเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ที่เป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วย เนื่องด้วยที่กรุงโรมเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์จึงได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลก


3. ปราก, เช็ค
กรุงปรากเป็นอีกหนึ่งเมืองในยุโรปที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่น่าเที่ยวและโรแมนติกอีกเมืองหนึ่ง อันเนื่องมาจากสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่อันงดงาม ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ สะพาน อาคาร บ้านเรือน ที่นี่จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มักจะแวะเวียนไปชมความสวยงามนี้ ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อาธิเช่น ปราสาทปราก ที่ถูกบันทึกลงกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นปราสาทโบราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสเมืองเก่า และหอนาฬิกาดาราศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าที่แวดล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบบารอคแอธิค และรอโคโคที่อลังการ ด้วยเหตุนี้เมืองปรากจึงถูกยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยยูเนสโก


4. เกียวโต, ญี่ปุ่น
อีกเมืองหนึ่งในเอเชียที่รุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน และวัดารามอันเก่าแก่ เกียวโตจึงเป็นหนึ่งในจุดหมายของผู้คนจำนวนมากที่จะไปที่นั่น และหนึ่งช่วงที่ทำให้เกียวโตอบอวลไปด้วยความสวยงามของดอกซากุระที่บานสะพรั่งคือฤดูใบไม้ผลิ สองข้างทางระเรื่อไปด้วยดอกซากุระ นอกจากนี้ที่เกียวโตแห่งนี้ยังมีทางรถไฟสายหนึ่งชื่อว่า ‘Sagano Romantic Train’ รถไฟสายนี้เป็นรถไฟท่องเที่ยวที่วิ่งระหว่างอะราชิยามาและคาเมโอกะ ระหว่างทางจะเป็นทิวทัศน์ของแม่น้ำโฮะซึและป่าอันอุดมสมบูรณ์


5. เวนิส, อิตาลี
วรรณกรรมโรแมนติกชื่อก้องโลกอย่าง ‘โรมิโอแอนด์จูเลียต’ ที่ถูกประพันธ์โดย วิลเลียม เชคสเปียร์ เชื่อกันว่า เวนิส เป็นถิ่นกำเนิดของทั้งคู่ ดังนั้นเมืองแห่งนี้จะถูกขนานนามให้เป็นเมืองโรแมนติก หรือเมืองรักนิรันดร์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เมืองเวนิสแห่งนี้อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี แคว้นเวเนโต มีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ ประกอบกันในทะเลเอเดรียติก มีสะพานเชื่อมถึงกัน อีกทั้งยังมีสถานที่สำคัญอย่าง มหาวิหารซานมาร์โก้ ซึ่งเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นแบบผสมผสานศิลปะของหลายยุคไว้ด้วยกัน พระราชวังดอจ เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นแบบกอธิกของดยุคผู้ครองเมืองเวนิส เป็นต้น และเมืองเวนิชแห่งนี้ยังถูกยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกอีกด้วย


6. บรูจส์, เบลเยี่ยม
อดีตเมืองท่าที่ยังคงสเน่ห์และถูกล้อมรอบไปด้วยคลองจนได้รับสมญานามว่า ‘เวนิชเหนือ’ บรูจส์เป็นหนึ่งในเมืองชวนฝันที่คู่รักหลายๆ คู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินจูงมือกันชมอาคารบ้านเรือน โบสถ์ ตามตรอกซอกซอยต่างๆ ที่ยังคงสถาปัตยกรรมแบบเดิมคือ เฟลมมิชและเรเนซอง ด้วยเหตุนี้เมืองบรูจส์แห่งนี้จึงได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลก และขาดไม่ได้เลยของการมาถึงเบลเยี่ยมแล้ว ต้องแวะซื้อแวะชิมช็อคโกแลตติดไม่ติดมือกลับมาด้วย


7. ปารีส, ฝรั่งเศส
หากจะจัดอันดับเมืองที่โรแมนติกแล้ว อันหนึ่งต้องยกให้แก่ ปารีส มหานครที่มีคู่รักไม่น้อยจากทั่วโลกมักจะปักหมุดหมายเพื่อไปที่นั่น บางคู่เพื่อฮันนีมูน หรือบางคู่ก็ขอแต่งงาน และฉากหลังเป็นหอไอเฟลสัญลักษณ์สำคัญของมหานครปารีสแห่งนี้ และยังมีมหาวิหารน็อทร์-ดาม ที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมแบบกอทิก ซึ่งถือว่าเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดในลักษณะกอทิกแบบฝรั่งเศส อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่คู่รกไม่ควรพลาดเมื่อไปฝรั่งเศสคือการเดินทอดน่องริมแม่น้ำแซนเพื่อชมสถาปัตยกรรมของตึกรามบ้านช่องของทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *