8 เมืองหนาวที่ไม่ไปถือว่าพลาด

บนโลกนี้มีถูกแบ่งออกเป็น 193 ประเทศทั่วโลก หลายร้อยเมืองบนโลกก็ประกอบไปด้วยเมืองที่สวยงามที่รอให้เราไปค้นพบและเดินทางไปถึง และ 8 เมืองในจำนวนนั้นเป็นเมืองหนาวต่างมีมนต์เสน่ห์ในตัวเอง รุ่มรวมไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะวัฒนธรรม และธรรมชาติที่ไม่ควรพลาดแก่การเดินทางไป

  1. โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก

นอกจากที่ โคเปนเฮเกน จะเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์กแล้ว ในปี 2016 ที่นี่ยังเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก จากการรายงานความสุขโลก ขององค์การสหประชาชาติ และในปีที่ผ่านมาคำว่า ‘Hygge’ หรือฮุกกะ เป็นภาษาเดนิชที่ถูกเพิ่มลงไปในดิกชันนารี ซึ่งแปลว่า ความสบาย ความอบอุ่น ซึ่งตามปรัชญานี้ก็ส่งผลแก่วิถีชีวิตชาวเดนมาร์ก และรวมการออกแบบผังเมือง ที่มีส่วนทำให้ผู้คนได้สนุก และใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ที่นี่จึงเป็นอีกเมืองที่เมือไปในฤดูหนาวจะได้เห็นความฮุกกะของชาวเดนิชไม่มากก็น้อย

  1. ดับลิน, ไอร์แลนด์

มหานครอันเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของศิลปะ วรรณกรรม และเสียงดนตรี เมืองดับลินเป็นเมืองหลวงของประเทศไอร์แลนด์ เป็นเมืองหนึ่งที่มีภูมิประเทศที่งดงามและถูกขนานนามว่าเป็น ‘เกาะมรกต’ ซึ่งมีทัศนียภาพอันงดงามและเทือกเขาที่เขียวชอุ่ม นอกจากนี้ชาวไอร์แลนด์ยังมีรูปแบบของการดื่มกาแฟและวิสกี้เป็นของตัวเอง คือ กาแฟไอริช เป็นกาแฟสูตรพิเศษที่ผสมไอริชวิสกี้กับกาแฟและเพิ่มครีมไว้ชั้นบนสุดของแก้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่เกาะแห่งนี้คือ ดนตรีไอริช ผู้คนที่นี่หลงไหลในเสียงดนตรีและการแสดงดนตรีสดมาก และพวกเขายังคงอนุรักษ์ไว้จนถึงทุกวันนี้

  1. อัมสเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์

นอกจากที่ อัมสเตอร์ดัม จะเป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว ที่นี่เองยังเป็นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับผู้ใช้จักรยานมากที่สุดในโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนต่างก็จะใช้จักรยานเพื่อพาตัวไปถึงจุดหมาย และอัมสเตอร์แห่งนี้เป็นเมืองที่รุ่มรวยไปด้วยศิลปะ วัฒนธรรม และเสรีภาพ มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในเมืองที่น่าสนใจเช่น พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะห์ ผู้เป็นศิลปินเอกของโลกและยังเป็นผู้ที่รักสีเหลืองอีกด้วย และอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเคยเป็นบ้านของแอนน์ แฟรงค์ที่ใช้หลบหนีการตามล่าของทหารนาซีเพียงเพราะพวกเขาเป็นยิว ตามไดอารีที่เคยถูกแปลเป็นภาษาไทยชื่อว่า ‘บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์’ นั่นเอง

  1. สฟาลบาร์, นอร์เวย์

‘เหนือที่สุดของโลก’ เป็นวลีสุดฮิตของผู้คนที่อาศัยบนเกาะสฟาลบาร์ที่มักจะอวดสรรพคุณนี้กับผู้ที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ที่อยู่เหนือสุดของโลก โรงแรมที่อยู่เหนือสุดของโลก และอื่นๆ อีกมากมาย นั่นเป็นเพราะว่าเกาะสฟาลบาร์แห่งนี้เป็นเกาะที่มีคนอาศัยที่อยู่ใกล้ขั่วโลกเหนือที่สุด จึงทำให้มีอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี อีกทั้งเมื่อถึงฤดูร้อนจะสว่างตลอดทั้งวัน และในฤดูหนาวก็จะมืดตอนทั้งวันเช่นกัน ซึ่งที่สฟาลบาร์นี้มีกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น การไปเยี่ยมชมถ้ำน้ำแข็ง การขี่สุนัขลากเลื่อน การขี่สโนว์โมบิล ทริปล่าแสงเหนือ การนั่งเรือไปชมหมีขาว หรือจะเป็นการไปเหยียบขั้นโลกเหนือ เป็นต้น

  1. พอร์ตแลนด์, อเมริกา

พอร์ตแลนด์ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปีที่ผ่านมาพอร์ตแลนด์กลายเป็นเมืองที่นิยมที่คนไทยไม่มากก็น้อยอยากจะไปที่นี่สักครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะว่าเมืองนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เมืองจักรยาน’ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวจึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ร่มรื่นที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย นอกจากนี้ในปี 2015 พอร์ตแลนด์ยังถูกจัดอันดับจากเว็บไซต์ GreenUpTown ว่าเป็นเมืองที่ยั่งยืนอันดับสามของโลก อันมาจากการปรับผังเมืองให้เมือง สิ่งแลดล้อมและผู้คนได้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว

  1. ลิสบอน, โปรตุเกส

เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของทวีปยุโรปติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ก่อนคริสตกาลลิสบอนเคยอยู่ใต้การปกครองของกรีกโบราญและโรมัน จึงส่งผลต่อสถาปัตยกรรมโดยรอบของเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง และจุดท่องเที่ยวสำคัญอย่างหอคอยและโบสถ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมโรมันอีกด้วย อีกหนึ่งไฮท์ไลท์ของการไปที่ลิสบอกคือการแวะกินขนมหวาน ซึ่งโปรตุเกสมีขนมที่ขึ้นชื่ออย่างเช่น ทาร์ตไข่ และต้นตำรับของทองหยอดและฝอยทองของบ้านเราก็อยู่ที่โปรตุเกสนี่เอง

Lisbon, Portugal skyline at Alfama, the oldest district of the city.
  1. ทัสมาเนีย, ออสเตรเลีย

ถึงแม้ ทัสมาเนีย จะเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในประเทศออสเตรเลีย แต่ที่เกาะที่ตั้งอยู่ทางใต้ของออสเตรเลียแห่งนี้มีภูมิประเทศแบบผสมผสานความงดงามของธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรมอาหารและ ไวน์ ทัศนียภาพของชายฝั่งทะเลที่ไม่ว่าจะอยู่แห่งใดบนเกาะก็ยังเสพย์ความสวยงามของหน้าผาและชายทะเลได้เช่นกัน อีกทั้งความสมบูรณ์ของสัตว์ป่าและพิพิธภัณฑ์ และยังถูกยกย่องเป็นเกาะที่สะอาดที่สุดในโลกอีกด้วย และเนื่องด้วยเกาะแห่งนี้อยู่ในเขตขั้วโลกใต้จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เราจะสามารถมองเห็นแสงออโรร่าแห่งขั่วโลกใต้ได้เช่นกัน

  1. เฮลซิงกิ, ฟินแลนด์

หนึ่งในประเทศกลุ่มนอร์ดิก ที่ยังพ่วงตำแหน่ง 1 ใน 5 ของเมืองที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลกจากรายงานขององค์การสหาประชาติในปี 2017 เมืองหลวงริมชายฝั่งทะเลแห่งนี้ กำลังถูกขับเคลื่อนให้เป็นมหานครแห่งนวัตกรรมที่เอื้ประโยชน์ให้แก่ชาวเมืองท้องถิ่นรวมถึงนักท่องเที่ยวอีกด้วย แต่ก็ยังผสมผสานความสวยงามของสถาปัตยกรรมเมืองเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ จัตุรัสกลางเมือง และตลาดเก่าแก่ เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *